วิจัยน่ารู้..
1 Arbitary weighting คืออะไร
เกณฑ์น้ำหนักคะแนนของแต่ละตัวเลือก
2 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยต้องตรวจสอบด้านใดบ้าง
1. ความเที่ยงตรงหรือความถูกต้อง (Validity) ใช้ตรวจทั้งฉบับ
2. ความเชื่อมั่น (Reliability) ใช้ตรวจทั้งฉบับ
3. ความเป็นปรนัย (Objectivity) ใช้ตรวจเป็นรายข้อ
4. อำนาจจำแนก (Discrimination) ใช้ตรวจเป็นรายข้อ
5. ความยากง่าย (Difficulty) ใช้ตรวจเป็นรายข้อ
3 ความเที่ยงตรง (Validity) มีกี่ประเภท ความหมายของแต่ละประเภทคืออะไร
ความเที่ยงตรง มี 3 ประเภท คือ
1. ความเที่ยงตรงในเนื้อหา (Content validity) คือ คุณสมบัติที่แสดงว่า เนื้อหาในแบบทดสอบเป็นตัวแทนที่ดีของเนื้อหาทั้งหมดที่แบบทดสอบนั้นกำหนดจะสอบวัด ในการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น ผู้สร้างแบบทดสอบสามารถกำหนดได้แน่นอน
2. ความเที่ยงตรงตามสภาพ (Concurrent validity) คือ ความสอดคล้องของค่าวัดที่ได้จากแบบทดสอบกับสภาพความเป็นจริงของผู้เข้ารับการทดสอบในปัจจุบัน นั้นคือจะเป็นการตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบทดสอบที่สร้างขึ้น โดยใช้สถานภาพอันแท้จริงของผู้เข้ารับการทดสอบในปัจจุบัน
3. ความเที่ยงตรงตามการพยากรณ์ (Predictive validity) คือ ความสามารถของแบบทดสอบที่วัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนหรือความสำเร็จในอนาคต
4 ความเชื่อมั่น (Realiability) คืออะไร มีวิธีการตรวจสอบอย่างไรบ้าง
ความเชื่อมั่น คือ ความคงเส้นคงวา หรือความคงที่แน่นอนในการวัดสิ่งของสิ่งเดียวกันในระยะเวลาต่างๆ กัน ซึ่งมีวิธีการตรวจสอบดังนี้
1. แบบสอบซ้ำ (Test – retest reliability) โดยนำแบบทดสอบไปสอบเด็กกลุ่มหนึ่ง และทำการทดสอบซ้ำอีกครั้งโดยใช้แบบทดสอบอันเดิม ระยะเวลาที่ทำการทดสอบนั้น อาจห่างกัน เป็นวัน เป็นเดือน หรือเป็นปีก็ได้ แล้วนำคะแนนที่สอบได้ในครั้งแรกของเด็กกลุ่มนี้ มาหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์กับคะแนนที่สอบได้ในครั้งหลัง ค่าสหสัมพันธ์ที่ได้ คือค่าความเชื่อมั่นแบบสอบซ้ำ
2. แบบทดสอบคู่ขนาน (equivalence – forms) โดยนำแบบทดสอบ 2 ฉบับ ไปสอบเด็กกลุ่มเดียว แล้วหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างการสอบจากแบบทดสอบคู่ขนานสองฉบับ ของเด็กผู้เข้าสอบกลุ่มเดียวกัน
3. แบบครั้งเดียว แล้วพิจารณาถึงความคงเส้นคงวาของผลการสอบของผู้เข้าสอบ ภายในการสอบครั้งเดียว วิธีการหาค่าความเชื่อมั่นแบบนี้เป็นการประมาณค่าความคงเส้นคงวาของความสามารถของผู้เข้าสอบในทุกข้อคำถามของแบบทดสอบทั้งฉบับ หรือเป็นการพิจารณาดูระดับความสัมพันธ์ระหว่างการตอบคำถามแต่ละข้อมูลในแบบทดสอบ กับความสามารถในการตอบแบบสอบถามทั้งฉบับ ของผู้เข้ารับการทดสอบแต่ละคนในกลุ่ม
5 ครอนบาคอัลฟา (Cronbach’s Alpha) คืออะไร ทำไมจึงนิยมใช้
ครอนบาคอัลฟา คือ ดัชนีวัดความเที่ยงของครอนบาค ซึ่งมาจากการทดสอบเพียงครั้งเดียวซึ่งอาจเรียกดัชนีนี้ว่า ความคงเส้นคงวาภายใน (Internal consistency) ซึ่งสูตรของครอนบาคใช้ได้ทั้งข้อสอบแบบเลือกตอบ (คือมีคะแนนรายข้อเป็น 1 หรือ 0) และแบบวัดความคิดเห็น แบบวัดความรู้สึก หรือแบบวัดทางจิตวิทยาโดยทั่วไปที่มีคะแนนเต็มเท่ากัน
มีความนิยมใช้กันมากเพราะให้รายละเอียดของค่าสถิติที่มากว่าแบบทดสอบอื่นๆ
6 ความเป็นมิติเดียวกัน (Unidemensionality) หรือความเป็นอย่างเดียวกัน (Homogeneity) คืออะไร เกี่ยวข้องกับ Cronbach’s Alpha อย่างไร
ความเป็นมิติเดียวกัน หรือความเป็นอย่างเดียวกัน คือ มาตรฐานในการวัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับ Cronbach’s Alpha โดยผลที่ได้ออกมาจะแสดงให้เห็นว่าแบบวัดนั้นมีความเที่ยงที่สมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์
7 คะแนนรวมที่ได้จากการวัดแบบ Likert scale มีปัญหาในการตีความอย่างไร
เป็นการพยายามวัดค่าตัวแปรที่เป็นเชิงคุณภาพ คือตัวแปรที่วัดค่า(Qualitative variable) ไม่ได้แน่นอน ให้เป็นตัวแปรที่มีค่าในเชิงตัวเลข หรือที่เรียกว่าตัวแปรเชิงปริมาณ (quantitative variable) การกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดปัญหาได้ คือ ค่าที่วัดมานั้นไม่มีความแน่นอน ค่าที่ได้มาจะเป็นตัวเลขตั้งตามใจ หาความแน่นอนไม่ได้ (arbitraty number) เมื่อตัวเลขหาค่าความแน่นอนไม่ได้ ก็ย่อมนำไปประมาณค่าทางสถิติผิดพลาด แล้วก็แปลความหมายทางสถิติผิดพลาดไปด้วย
8 สถิติที่ใช้นำเสนอประกอบคำ Cronbach’s Alpha มีอะไรบ้าง
1. ค่าร้อยละ (%)
2 ค่าเฉลี่ยของคะแนน (µ)
3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ()
9 ค่าสถิติที่นำเสนอควรคำนวณค่าที่ได้จาก Pilot study หรือจากจำนวนตัวอย่างที่ใช้ศึกษาจริง
ควรคำนวณจากจำนวนตัวอย่างที่ใช้ศึกษาจริง
10 ค่า Alpha ควรนำเสนอค่าที่ได้จาก Pilot study หรือควรเสนอควบคู่กับค่าที่ได้จากตัวอย่างจริงหรือเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
ควรนำเสนอคู่กัน
11 ค่าอัลฟาที่นำเสนอควรเป็นค่าที่ได้จากคะแนนดิบที่เรียกว่า Alpha หรือการนำเสนอ Standard Alpha
ควรนำเสนอด้วย Standard Alpha
12 อำนาจจำแนก (Discrimination Power) มีความสัมพันธ์กับความเชื่อมั่นอย่างไร
อำนาจจำแนกเป็นวิธีการตรวจสอบคำถามในแบบทดสอบ ซึ่งส่งผลกับแบบทดสอบที่ใช้หาค่าความเชื่อมั่น